ค้นหา  
WITRAINING.THT.IN
สถาบันสอนทำบัญชีวิมลภัทร สาขาเชียงใหม่
รับสอนทำบัญชีระยะสั้น 40 ชั่วโมง 5 วันต่อเนือง
สถาบันสอนทำบัญชี วิมลภัทร สาขาเชียงใหม่
064-978-3955


*** คลิ๊กขวา ที่ช่องนี้ เพื่อเปลี่ยนภาพ header เลือก Style Sheet Css (ไอคอนสีเหลือง) เสร็จแล้วค่อยลบข้อความนี้ ***
Main Menu
Side Page
 สถิติวันนี้ 69 คน
 สถิติเมื่อวาน 4 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
539 คน
10232 คน
61166 คน
เริ่มเมื่อ 2012-07-06
My marquee text
Welcome to Website.....

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นการชำระภาษาีในขณะที่ผู้มีเงินได้มีความพร้อม โดยมอบหมายให้ผู้จ่ายเงินได้เป็นผู้หักภาษีของผู้มีเงินได้ไว้บางส่วน ช่วยให้ภาระหน้าที่ในการชำระภาษีตอนปลายงวดของผู้มีเงินได้ถูกแบ่งเบาไปบางส่วนหรือทั้งหมด นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดความเป็นธรรมในการเสียภาษีของผู้มีเงินได้ประเภทต่าง ๆ มากยิ่งขึ้นอีกด้วยxml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />

2% -โฆษณา
3%-ค่าบริการ
5%-ค่าเช่า
7%-หักvat

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

(WITHOLDING TAX)

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นวิธีการจัดเก็บภาษีของรัฐวิธีหนึ่งที่กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลจะต้องเสียภาษีก่อนที่จะถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้โดยกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย ตามประเภทเงินได้และอัตราภาษีที่กำหนด ภาษีเงินได้และอัตราภาษีที่กำหนด ภาษีเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายนั้น กฎหมายให้ถือเป็นเครดิตภาษีของผู้มีเงินได้ เมื่อถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ก็มีสิทธินำเอาภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายนั้นไปหักออกจากจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย และเสียภาษีเพิ่มเฉพาะส่วนที่เหลือหลังจากหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ หากปรากฏว่าเมื่อคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีกลับมีภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย มากกว่าภาษีที่จะต้องเสีย ผู้มีเงินได้ก็สมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่ถูกหักไว้เกินหรือเสียเกินได้

การจัดเก็บภาษีของรัฐโดยวิธีกำหนดให้มีการหักภาษีไว้เมื่อมีการจ่ายเงินได้ เป็นวิธีการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้กันทั่วโลก ในสหรัฐอเมริกาเรียกว่า (Pay As You Go) ใน

สหราชอาณาจักรอังกฤษเรียกว่า (Pay As You Earn) ซึ่งนอกจากรัฐจะได้เงินภาษีเข้าคลังมาใช้จ่ายก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการเสียภาษีแล้ว ยังเป็นหลักฐานเบื้องต้นแสดงแหล่งที่มาของรายได้ของผู้มีเงินได้ด้วย จึงสะดวกในการติดตามหากผู้มีเงินได้ยื่นรายการเสียภาษีภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย

1. วัตถุประสงค์

การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย มีวัตถุประสงค์ดังนี้

(1) เพื่อบรรเทาภาระการเสียภาษีให้แก่ผู้รับเงินได้ ที่จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ในคราวเดียวกันเป็นเงินจำนวนมาก เมื่อถึงกำหนดเวลายื่นรายการเสียภาษี แต่ให้เสียภาษีเป็นคราวๆ ไปทีละน้อยตามจำนวนเงินที่ได้รับแต่ละคราว

(2) เพื่อให้รัฐบาลมีรายได้เข้าคลังอย่างสม่ำเสมอ ทำให้รัฐบาลสามารถใช้จ่ายเงินในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้อย่างราบรื่น อันจะก่อให้เกิดสภาพคล่อง และลดภาวะการเงินตึงตัวในระบบเศรษฐกิจของประเทศ

(3) เพื่อลดแรงกดดันในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร และลดภาระหน้าที่ในการตรวจสอบภาษี หรือการติดตามจัดเก็บภาษีในภายหลัง

2. ใครบ้างมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

ผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ได้แก่ บุคคลที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นรายกรณี โดยอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลในรูปใด ห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคลซึ่งไม่ใช่นิติบุคคลก็ได้ ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้ ให้แก่ผู้รับเงินได้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล , เงินได้บุคคลธรรมดา (บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล) โดยเงินได้ที่จ่ายมิใช่เงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ทั้งนี้กฎหมายอาจกำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่ายเฉพาะกรณีจ่ายเงินได้บางประเภท หรือเฉพาะกรณีจ่ายเงินได้แก่ผู้รับเงินบางประเภทเท่านั้นก็ได้

3. หน้าที่ทั่วไปของผู้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

(1) คำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดทุกคราวที่มีการจ่ายเงินได้แล้วหักไว้

(2) นำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่คำนวณและหักไว้นำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน 7 วันนับแต่วันที่จ่ายเงินไม่ว่าจะได้หักภาษีไว้หรือไม่ เว้นแต่กรณีการขายอสังหาริมทรัพย์ เจ้าพนักงานที่ดินมีการทำนิติกรรมนั้นจะเป็นผู้ดำเนินการส่งแทน อย่างไรก็ดี มีการขยายเวลานำส่งภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้แล้ว

ถ้าวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลานำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตรงกับวันหยุดราชการ ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้นเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา

(3) พร้อมกับการนำเงินภาษีส่งตาม (2) ต้องยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงการหักภาษีเป็นรายตัวผู้มีเงินได้พึงประเมิน ในกรณีที่รัฐบาลเว้นแต่องค์การของรัฐบาล เป็นผู้จ่ายและคำนวณหักไว้ในฎีกาเบิกเงินแล้วไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการตามนี้ ส่วนในกรณีการขายอสังหาริมทรัพย์เจ้าพนักงานที่ดินที่มีการทำนิติกรรมนั้น จะเป็นผู้ดำเนินการเอง

(4) ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามแบบที่อธิบดีกำหนดหรือแบบที่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว ให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 2 ฉบับมีข้อความตรงกัน และอย่างน้อยต้องมีข้อความตามแบบท้ายประกาศ แต่ในกรณีที่อธิบดีเห็นสมควรจะยกเว้นให้ไม่ต้องออกหนังสือรับรองดังว่านี้ก็ได้

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายข้างต้น ต้องมีข้อความด้านบนแต่ละฉบับด้วย โดยฉบับที่ 1 ต้องมีข้อความว่า “สำหรับผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ใช้แนบพร้อมกับแบบแสดงรายการ” และฉบับที่ 2 ต้องมีข้อความว่า “สำหรับผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เก็บไว้เป็นหลักฐาน”

ผู้มีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องจัดทำสำเนาคู่ฉบับไว้เพื่อเป็นหลักฐานสำหรับออกใบแทนในกรณีที่หนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย ที่ออกให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วแต่ชำรุด สูญหาย โดยการออกใบแทนให้ใช้วิธีการถ่ายเอกสาร และมีข้อความว่า “ใบแทน” ไว้ที่ด้านบนของเอกสารซึ่งผู้มีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องลงลายมือชื่อรับรองด้วย

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย จะต้องมีหมายเลขลำดับของหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และหมายเลขลำดับของเล่ม เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ได้จัดทำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นเล่ม จะไม่มีหมายเลขลำดับของเล่มก็ได้

การลงชื่อของผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย จะใช้วิธีประทับลายมือชื่อผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยตรายาง หรือจะพิมพ์ลายมือชื่อผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้มีการเก็บลายมือชื่อไว้ (SCAN) ก็ได้

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายข้างต้น ต้องเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษแต่ถ้าเป็นภาษาต่างประเทศอื่น ต้องมีคำแปลภาษาไทยกำกับ ส่วนตัวเลขให้ใช้เลขไทยหรืออารบิค

นอกจากต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินปันผลแสดงข้อความที่กำหนดให้ระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้เครดิตภาษีที่คำนวณได้มีจำนวนเกินกว่าผู้มีเงินได้พึงได้ (พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 32) พ.ศ. 2540) ให้ผู้จ่ายเงินได้รับผิดชอบร่วมกับ ผู้มีเงินได้เท่ากับจำนวนที่ได้รับคืนเกินไป หรือที่ชำระไว้ไม่ครบ (ดูตัวอย่างหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50,69 ทวิ หรือ www.rd.go.th)

(5) ต้องทำบัญชีพิเศษแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และต้องนำส่งที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดโดยกรอกรายการการหักภาษี ณ ที่จ่ายประจำวันและแยกเป็นรายการหักจากบุคคลธรรมดา หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และกรอกรายการนำส่งภาษีประจำวันโดยให้แยกตามใบเสร็จรับชำระภาษีอากรของกรมสรรพากร เป็นรายฉบับเรียงลำดับก่อนหลังตามวันที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือการนำส่งภาษี

เมื่อสิ้นวันสุดท้ายของเดือนให้รวมยอดจำนวนเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย และจำนวน จำนวนภาษีที่นำส่งแล้วทั้งสิ้นเดือนของเดือนนั้นแต่ละรายการ และต้องเก็บรักษาบัญชีพิเศษดังกล่าวไว้ไม่น้อยกว่าห้าปี

(6) ให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ที่มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นผู้ยื่นรายการตามมาตรา 59 แห่งประมวลรัษฎากร แจ้งข้อความและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้มีเงินได้ที่เป็นคนต่างด้าว อย่างน้อยต้องมีข้อความแนบท้ายประกาศนี้ สำหรับกรณีดังต่อไปนี้

(1) กรณีการจ่ายเงินได้ให้แก่คนต่างด้าว สำหรับเงินได้ของเดือนมกราคมของทุกปี

(2) กรณีการจ่ายเงินได้ให้แก่คนต่างด้าวซึ่งเข้าทำงานในระหว่างปีภาษี สำหรับเงินได้ระยะเวลาเต็มเดือนของเดือนที่ออกจากงาน

(3) กรณีการจ่ายเงินได้ให้แก่คนต่างด้าวซึ่งออกจากงานในระหว่างปีภาษี สำหรับเงินได้ระยะเวลาเต็มเดือนของเดือนที่ออกจากงาน

แบบแจ้งข้อความและรายละเอียดให้ยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมินพร้อมกับการยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ของเดือนมกราคมของทุกปีภาษี หรือของเดือนที่คนต่างด้าวเข้าทำงานในระหว่างปีภาษี หรือของเดือนที่คนต่างด้าวออกจากงานในระหว่างปีภาษี แล้วแต่กรณี (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ (ฉบับที่ 123) )

4. ความรับผิดของผู้มีหน้าที่หักภาษี

ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งอำเภอตามบทบัญญัติดังกล่าวอธิบายสรุปได้ดังนี้

(1) ความรับผิดทางแพ่ง

(ก) ความรับผิดเกี่ยวกับภาษีกรณีผู้จ่ายเงินได้ต้องร่วมรับผิดกับผู้มีเงินได้

1) กรณีมิได้หักและนำส่งภาษีเลย

2) กรณีหักและนำส่งภาษีไว้ไม่ครบถ้วน

ความรับผิดร่วมกันตามข้อนี้ หมายถึง ผู้จ่ายเงินได้ต้องร่วมรับผิดกับผู้มีเงินได้ในฐานะลูกหนี้ร่วม กล่าวคือ ถ้าเรียกเก็บภาษีจากผู้มีเงินได้ไม่ได้ก็ให้เรียกเก็บจากผู้จ่ายเงินได้ตามจำนวนภาษีที่มิได้หักและหักแล้วแต่นำส่งไม่ครบถ้วน

(ข) ความรับผิดเกี่ยวกับภาษีกรณีผู้จ่ายเงินได้ต้องรับผิดแต่ผู้เดียว

1) กรณีหักภาษีไว้ถูกต้องครบถ้วนแล้วแต่ไม่นำส่ง

2) กรณีหักภาษีไว้ถูกต้องครบถ้วนแล้วแต่นำส่งไม่ครบถ้วน

ความรับผิดตามข้อนี้ หมายถึง ผู้จ่ายเงินได้จะต้องรับผิดในจำนวนภาษีที่หักไว้แล้วแต่ไม่นำส่งและหรือนำส่งไม่ครบถ้วน สำหรับผู้มีเงินได้จะพ้นความรับผิดในจำนวนเงินภาษีเท่าจำนวนที่ถูกหักไว้

(ค) ความรับผิดเกี่ยวกับเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร

เงินภาษีที่หักไว้ ณ ที่จ่าย ถ้าไม่หักหรือหักแล้วไม่นำส่งภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันจ่ายเงินหรือภายใน 7 วัน นับแต่สิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องนำส่ง แต่เงินเพิ่มดังกล่าวต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่นำส่ง

(กรณีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่มีเบี้ยปรับแต่อย่างใด)

(2) ความรับผิดทางอาญา

ในกรณีผู้จ่ายเงินได้มิได้ยื่นรายการ (ภ.ง.ด.1-2-3) นำเงินภาษีส่งอำเภอภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 52 (กรณีนำภาษีหักไว้ส่งอำเภอ) เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 17 มีความผิดทางอาญาตามมาตรา 35 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ทั้งนี้ เว้นแต่จะแสดงได้ว่ามีเหตุสุดวิสัย (ปัจจุบันกรมสรรพากรกำหนดค่าปรับขั้นต่ำสำหรับครั้งแรกไว้ 100 บาท ถ้ายื่นแบบฯ ภายใน 7 วัน นับแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบฯ)

เกี่ยวกับเรื่องความรับผิดเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติในการพิจารณาความรับผิดเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.91/2542ฯ ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2542

ข้อสังเกต

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.91/2542 ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการพิจารณาความรับผิดเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 มาตรา 69 ทวิ มาตรา 3 เตรส และการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

5. หลักเกณฑ์ วิธีการการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

ตามประมวลรัษฎากรได้กำหนดหน้าที่ให้ผู้จ่ายเงินได้เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่กำหนดไว้ ซึ่งแยกพิจารณาได้ดังนี้

5.1 การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ

กรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้โดยเฉพาะโดยไม่ต้องออกกฎหรือคำสั่ง เพื่อกำหนดให้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายต่างหาก ผู้จ่ายเงินย่อมมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งตามประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ดังนี้

5.1.1 มาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีผู้มีเงินได้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

5.1.2 มาตรา 69 ทวิ, 69 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร กรณีผู้มีเงินได้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

5.2 การหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส ที่กำหนดโดยกฎกระทรวงประกอบกับคำสั่งอธิบดีกรมสรรพากร

กรณีผู้มีเงินได้ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีเงินได้ที่ไม่อยู่ในข่ายต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดให้หักไว้โดยเฉพาะตามข้อ 1 ผู้มีเงินได้อาจถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส ซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวงประกอบกับคำสั่งอธิบดีกรมสรรพากรกำหนดประเภทเงินได้ที่ต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ทั้งนี้รายละเอียดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

หมายเหตุ กฎหมายและคำสั่งต่างๆ สามารถค้นคว้าและ UPDATES ได้จาก www.rd.go.th โดยคลิกไปที่ www.rd.go.th > อ้างอิง > ประมวลรัษฎากร > กฎกระทรวง (ประกาศ คำสั่ง)

6. การหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 แห่ง ประมวลรัษฎากร

ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ได้แก่ บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทเงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า บำเหน็จ ฯลฯ ตามมาตรา 40 (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) แห่งประมวลรัษฎากร รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) บุคคล หมายความรวมถึงบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล

“นิติบุคคล” ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม องค์การของรัฐบาล มูลนิธิ สมาคม วัดวาอารามและนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายอื่นๆ เช่น สหกรณ์

“องค์การของรัฐบาล” หมายความถึง

องค์การของรัฐบาล ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล

กิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และ

หน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของซึ่งไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล เช่น โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง

(2) ห้างหุ้นส่วน ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล

(3) บริษัท ได้แก่ บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด

“บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” หมายความรวมถึง

กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางการค้าหรือหากำไรโดยรัฐบาลต่างประเทศองค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

(4) กิจการร่วมค้า/คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองมรดก

“คณะนิติบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล” หมายความถึง

- กองทุน

- มูลนิธิที่มิใช่นิติบุคคล

- หน่วยงานหรือกิจการของเอกชนที่กระทำโดยบุคคลธรรมดาตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป

วิธีการคำนวณภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และตัวอย่างการคำนวณ

6.1 กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 และ 2 ไม่ว่าเงินได้ที่จ่ายจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ ที่อาจคำนวณได้เป็นเงิน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า เบี้ยประชุม เงินที่ออกให้เป็นค่าภาษีเงินได้ การให้อาหารรับประทานโดยไม่คิดมูลค่า หรือการได้อยู่บ้านของนายจ้าง หรือผู้จ่ายเงินได้โดยไม่เสียค่าเช่า เป็นต้น

การคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ให้คูณเงินได้พึงประเมินด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายเพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้วคำนวณภาษี ในทำนองเดียวกับการคำนวณภาษีสิ้นปี โดยหัก ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ ออกก่อน เหลือเงินได้สุทธิเท่าใดจึงนำไปคิดภาษีตามบัญชีอัตราภาษี ได้เงินภาษีจากเงินได้สุทธิทั้งสิ้นเท่าใด ให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักภาษีไว้จำนวนเท่านั้น

ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใดให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ได้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี

หมายเหตุ การคำนวณหักค่าลดหย่อนให้คำนวณตามที่ผู้มีเงินได้ ได้แจ้งไว้พร้อมกับสำเนาหลักฐานแสดงสิทธิในค่าลดหย่อนตามแบบ ล.ย. 01 (แบบแจ้งรายการเพื่อการหักลดหย่อน) ตามเอกสารที่.....

ตัวอย่างที่ 1

กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมินเป็นรายเดือนเดือนละเท่าๆ กันตลอดปีภาษี ตามข้อสังเกต 1 (1) (2) (3) ปีภาษีนี้ นาย ก. ได้รับเงินเดือนๆ ละ 40,000 บาท จากบริษัท aaa จำกัด นาย ก. ได้แจ้งสถานการณ์หักลดหย่อนไว้ว่า มีภริยาชอบด้วยกฎหมายในระหว่างปีภาษีและภริยาไม่มีเงินได้ มีบุตรผู้เยาว์กำลังศึกษา 2 คน มีการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตของนาย ก. จำนวน 71,000 บาท และจ่ายเบี้ยประกันชีวิตของภริยา จำนวน 20,000 บาท มารดาของนาย ก. อายุ 58 ปี และมารดาของภริยาอายุ 62 ปี ต่างไม่มีรายได้นอกจากนี้มีการจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพให้มารดานาย ก. 18,000 บาทด้วย ผู้จ่ายเงินได้ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแต่ละเดือน ดังนี้

วิธีการคำนวณ

หน่วย : บาท

เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี = 40,000 x 12 = 480,000

หัก ค่าใช้จ่าย (40% ไม่เกิน 60,000) = 60,000

คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย = 420,000

หัก ค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000

ค่าลดหย่อนคู่สมรส 30,000

ค่าลดหย่อนบุตรศึกษา 2 คน 34,000

ค่าลดหย่อนและยกเว้นเบี้ยประกันชีวิต 71,000(1)

ค่าลดหย่อนมารดาของภริยา 30,000(2)

ยกเว้นเบี้ยประกันสุขภาพมารดาของนาย ก. 15,000(3) = 210,000

คงเหลือเงินได้สุทธิ = 210,000

ภาษีเงินได้ทั้งปี = (150,000 ได้รับยกเว้น) + (60,000 x 10%) = 6,000

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแต่ละเดือน 6,000/12 = 500

สรุป ผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย นาย ก. ในกรณีดังนี้

เดือนมกราคม ถึง ธันวาคม เดือนละ = 500 บาท

ข้อสังเกต

1.           หักลดหย่อนประกันชีวิตของภริยาไม่ได้ เพราะความเป็นสามีภริยาไม่ได้มีอยู่ตลอดปีภาษี

2.           หักลดหย่อนมารดาภริยาได้ ส่วนมารดาของ นาย ก. หักไม่ได้เพราะอายุไม่ถึง 60 ปี

3.           หักประกันสุขภาพมารดานาย ก ได้ แม้อายุไม่ถึง 60 ปี


Copyright (c) 2006 by Your Name
Designed by: freetemplatesonline.com